เคยมีคนกล่าวว่า "ความโชคดีไม่ใช่สิ่งบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่ผ่านการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นต้นและเป็นระบบต่างหาก"
ไม่ต่างอะไรกับเรื่องราวของเธอ ผู้พลิกชีวิตตัวเองจากสองมือเปล่า จนกลายเป็นเจ้าของร้านจิวเวลรี่มูลค่าหลายสิบล้านบาท ซึ่งเธอยืนยันว่า ทุกคนค้นพบความสำเร็จแบบเธอได้ไม่ยาก เพียงแต่รู้จักตัวเอง
สมัยก่อนคุณปู่ฐานะร่ำรวยเป็นเจ้าของร้านนาฬิกาใหญ่ที่สุดในตลาดหาดใหญ่ แต่ทั้งคุณปู่คุณย่า ชอบการพนันทั้งคู่ เป็นหนี้จากการพนัน ทำให้ต้องหนีมาอยู่กรุงเทพฯ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเปิดร้านซ่อมนาฬิกาเล็ก ๆ ย่านตรอกจันทน์ หาเลี้ยงหกชีวิตในครอบครัว คือ ปู่กับย่า พ่อกับแม่ เรากับน้องชาย ทำให้ความเป็นอยู่ในครอบครัวค่อนข้างลำบาก ในบ้านซึ่งเป็นห้องแถวเล็ก ๆสองชั้นแถววัดดอน ไม่มีอะไรเลยนอกจากโต๊ะกินข้าวกับโซฟาเก่า ๆ หนึ่งตัว ตกกลางคืนทุกคนต้องนอนเรียงกัน ไม่มีห้องนอนแยกเป็นสัดส่วน บางทีเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกันเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ จนเราอายุหกขวบ แม่ก็ออกจากบ้านไป ปู่รวบรวมเอาเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สินเล็กๆ น้อย ๆ ในบ้าน ที่จำความได้ก็เป็นหมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งในสมัยนั้นก็มีราคาสูง บวกกับเงินเก็บที่มีอยู่เล็กน้อย รวบรวมได้ราวสี่ห้าหมื่นบาท ทุ่มสุดตัวเพื่อส่งพ่อไปทำงานที่ประเทศลิเบีย ด้วยความหวังจะได้เงินมาจุนเจือครอบครัว
เป็นที่รู้กันว่าแถวบ้านเราคือดงการพนันและยาเสพติด กลับจากโรงเรียนมา เห็นผู้ใหญ่นั่งล้อมวงเล่นน้ำเต้าปูปลา หรือไม่ก็ตั้งวงไพ่ ความที่ยืนดูผู้ใหญ่เล่นการพนันบ่อย ๆ ทั้งที่เป็นคนอ่อนเลข แต่กลับเก่งคำนวณในวงไพ่ ย่ากลัวหลานติดการพนัน จึงหางานให้เราสองคนพี่น้องทำทุกปิดเทอม เริ่มจากรับจ้างตัดรูปตุ๊กตุ่นกำมะหยี่ที่พิมพ์ลงบนผ้าแพ็คใส่ถุงพลาสติก ได้ค่าจ้างร้อยละสามบาท อยากขอขยายความว่า ที่รับงานมาครั้งแรก ไม่มีกรรไกรที่ใช้สำหรับตัดผ้ากำมะยี่ ต้องไปซื้อ จำได้ว่าไม่มีเงินค่ากรรไกร ได้ขอร้องเจ้าของร้านว่าขอเอามาใช้ก่อน ได้ค่าจ้างจะนำไปผ่อนให้ สามร้อยบาท เร่งตัดทั้งวันอยู่หลายวัน พอทำสำเร็จย่าบอกว่างานตัดผ้ากำมะหยี่ไม่มีแล้ว ตกลงว่าไม่ได้ค่าแรง แต่ได้กรรไกรมาแทน ต่อมาย่ารับใบเขียนชื่อผู้โดยสารสำหรับผูกกระเป๋าขึ้นเครื่องบินมาให้ตอกตาไก่บนกระดาษและร้อยเชือก ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่ากระดาษอะไร เราถามย่าว่ากระดาษพวกนี้ใช้ทำอะไร ย่าบอกสำหรับคนที่จะขึ้นเครื่องบินเขาจะเขียนชื่อ ที่อยู่เพื่อผูกไว้กับกระเป๋ากันหาย ได้คิดเลยว่าคนที่ใช้กระดาษนี้ต้องเป็นคนมีเงินมาก ถึงได้ขึ้นเครื่องบินเพราะค่าเครื่องบินแพงมาก ๆ ทำไปก็คิดไปว่าอย่างไรเสียชาตินี้ต้องใช้มันให้ได้ ต้องขึ้นเครื่องบินให้ได้ กับอีกงานหนึ่งที่ประทับใจมาก คืองานแพ็คทอฟฟี่ใส่ถุงพร้อมของเล่น งานหลังนี้ถือเป็นงานแฮ๊ปปี้ที่สุด เพราะทอฟฟี่เม็ดไหนมีครึ่งเม็ด เจ้าของไม่เอา เราก็จะได้ทอฟฟี่เสีย ๆ เหล่านั้นมาอมไปทำงานไป ผ่านไปสามเดือนปวดฟันกันเป็นแถวทั้งพี่ทั้งน้อง อีกทั้งเพื่อนบ้านที่บางครั้งมาช่วยเพื่อหวังได้กินทอฟฟี่หัก ๆ จากนั้นก็มีงานแพ็คปลาหมึกใส่ซองเย็บติดแผงมาให้ทำอีก เลยได้กินปลาหมึกไปด้วย ซึ่งเงินที่ได้จากการทำงานนี่แหละ ที่เป็นค่าขนมไปโรงเรียนแต่ละวัน
กระทั่งเรียน ม.1 พ่อกลับจากลิเบีย และได้แต่งงานใหม่ ได้แม่เลี้ยงเป็นคนขยัน ใจดี มีฐานะดี ลงทุนซื้อจักรอุตสาหกรรมมาไว้ที่บ้าน 3 ตัว และชวนฝึกเย็บจักร เราฝึกแค่วันเดียว สามารถรับจ้างเย็บเสื้อโหลได้แล้ว ทำให้มีสตางค์จ่ายค่าเทอมของตัวเองเรื่อยมาจนสอบเข้าเรียนต่อวิทยาลัยบพิตรพิมุข มหาเมฆได้ แต่พอแม่ถูกลูกค้าโกง เลิกทำงานนี้ ขายจักรทิ้ง เราเลยตกงานไปด้วย โชคดีได้รุ่นพี่แนะนำให้สมัครเป็น พนักงานพิมพ์ดีดแผนกตั๋วสัญญาใช้เงิน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาสมุทร เครือไทยสมุทรประกันภัยได้ค่าจ้างวันละ 70 บาท ทำงานตั้งแต่บ่ายสองโมงจนถึงหนึ่งทุ่ม ทำให้พอมีรายได้เป็นค่าใช้จ่ายของตัวเอง
ถึงช่วงปิดเทอมไปรับจ้างขายห่วงยางที่สวนสยาม ได้ค่าจ้างวันละ 70 บาท พอปู่รู้ว่าทำงานขายห่วงยาง ท่านปรามทันทีว่า อย่าฝึกเป็นแม่ค้านะ เพราะแม่ค้าไม่เคยให้อะไรใครนอกจากหวังแต่เก็งกำไร ของชิ้นไหนมีกำไรมากก็อยากขายชิ้นนั้น โดยไม่คำนึงว่าเหมาะกับลูกค้าหรือไม่ ถ้าคิดจะทำมาค้าขาย อย่าคิดแต่ผลกำไรที่จะได้จากลูกค้าอย่างเดียว ต่อให้ขายห่วงยาง ก็ต้องศึกษาเรื่องห่วงยางให้ดี ห่วงขนาดไหน เหมาะกับคนรูปร่างอย่างไร สีไหนเหมาะกับผู้ชายหรือผู้หญิง ถ้าแตกหรือรั่วต้องซ่อมแซมอย่างไรให้แนะนำเขา เพราะฉะนั้น การเป็นแม่ค้าที่ดีต้องมีคุณธรรม อย่าคิดเอาแต่ได้ ทำให้จำคำสอนของปู่เรื่อยมา
เมื่อเรียนจบ ปวช. ไม่อยากเรียนต่อเพราะเรียนไม่เก่ง จึงหางานทำได้งานเป็นเลขาฯบริษัทหนึ่ง ได้พบกับสามีซึ่งเป็นอินทีเรียร์ดีไซเนอร์ด้วยความบังเอิญ จึงชักชวนให้ลาออกมาเปิดบริษัทรับตกแต่งภายใน ตอนนั้นเริ่มมองเห็นว่า ถ้าไม่เรียนต่อปริญญาตรี ในอนาคตศักดิ์ศรีของเราจะด้อยกว่าคนอื่น หลังเลิกงานจึงทนกัดฟันเรียนภาคค่ำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพื่อนที่มาเรียนส่วนใหญ่มีงานทำแล้วทั้งนั้น แต่มีอยู่คนหนึ่งที่มักเห็นเขาใส่เสื้อผ้าและเครื่องประดับแต่ละวันไม่ซ้ำ และยังมีรถขับมาเรียน จึงถามว่าทำงานอะไร เขาบอกว่าช่วยแม่ขายเพชรพลอย ตั้งแต่นั้นมา จึงเก็บความอยากทำธุรกิจจิวเวลรี่ไว้ในใจ
พอเรียนจบปริญญาตรี จึงกู้เงินธนาคารหนึ่งล้านบาทมาต่อยอดธุรกิจตกแต่งภายในที่ทำอยู่ และเจียดเงินบางส่วนเป็นค่าเรียนวิธีดูเพชรพลอย รวมทั้งการออกแบบเครื่องประดับ ที่สถาบันอัญมณีศาสตร์แห่งเอเชีย (AIGS) ใช้เวลาเรียนเกือบสองปี ซึ่งค่าเล่าเรียนของที่นี่ราคาสูงนับแสนบาท เท่ากับเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง จึงคิดเสมอว่าต้องพยายามเรียนให้ดีที่สุด ในเมื่อเราอ่อนวิทยาศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนอัญมณี ก็ต้องหาหนังสือเหล่านั้นมาอ่านทบทวน ขยันจนสอบได้ที่ 1 ของชั้น ทำให้ได้เข้าทำงานเป็นนักอัญมณีคนแรกของบริษัท สตัลเลอร์(ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทซื้อขายพลอยยักษ์ใหญ่ของอเมริกา แต่ละวันมีหน้าที่ตรวจคัดพลอยนับพันเม็ด ระหว่างทำงานรู้ว่าตัวเองด้อยเรื่องภาษาอังกฤษ ถ้าพูดภาษาอังกฤษได้ เราย่อมค้าขายกับชาวต่างชาติได้ หลังเลิกงานจึงไปเรียนภาษาอังกฤษที่ เอ.ยู.เอ. ทุกวัน ภาษาอังกฤษเริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ
บังเอิญว่าที่ตั้งบริษัทที่ทำงานอยู่ตึกจิวเวลรี่แทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นแหล่งซื้อขายเครื่องประดับเพชรพลอบ เห็นห้องชั้นล่างของตึกว่าง จึงเช่าร้านเปิดขายเครื่องประดับทั้งที่ไม่มีทุนสักบาท โชคดีที่เพื่อนบ้านในหมู่บ้านเดียวกันรวบรวมเงินได้ก้อนหนึ่งเพื่อให้ยืมทำธุรกิจ บวกกับมีคนอินเดีย ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจเพชรพลอยหน้าใหม่ยินดีให้นำเพชรพลอยของเขาไปขายก่อน ชิ้นไหนขายไม่ได้ให้นำมาคืน ชิ้นไหนขายได้ค่อยนำเงินมาเคลียร์ ให้เครดิต 7 เดือน จึงให้สามีดูแลร้าน ส่วนตัวเองทำงานบริษัทตามเดิม
ตอนเปิดร้านช่วงแรก เราทำงานกันแบบไม่มีระบบ ใครคิดแบบเครื่องประดับได้ก็วาดไว้ โดยเรามีหน้าที่เลือกเพชรพลอยและควบคุมการผลิตเอง ทั้งแหวน ต่างหู สร้อยคอ สร้อยข้อมือ เน้นเครื่องประดับชิ้นเล็กสไตล์เรียบง่ายใส่ได้ทุกวัน เพราะเราเริ่มธุรกิจจากเงินทุนน้อย ๆ ขายไปขายมาเริ่มมีคอนเน็กชั่น มีลูกค้าบอกต่อกันมา จนในที่สุดลาออกมาขายจิวเวลรี่เต็มตัว อยู่ ๆ เพื่อนที่เป็นดีลเลอร์ขายเพชรแนะนำว่าน่าลองหาพื้นที่ขายที่ห้างมาบุญครองฯ เพราะเป็นทำเลขายดี จึงตกลงทำสัญญาเช่าตู้เปิดร้านชื่อ ไอยรา อัญมณี ที่ชั้น 2 ของห้าง เปิดมาเป็นปีที่ 5 แล้ว
หัวใจหลักของการทำการค้าที่ยึดมั่นมาตลอดคือคำพูดของปู่ที่ว่า เราต้องเป็นแม่ค้าที่ดี ถ้าขายอะไรต้องรู้เรื่องนั้นให้ลึก ร้านนั้นถึงจะอยู่ได้ ถ้าหวังกอบโกยเอากำไรโดยไม่ให้ความรู้และไม่จริงใจต่อลูกค้า ร้านนั้นจะไม่มีคน เพราะฉะนั้นร้านเราตั้งราคาสินค้าไม่แพง เพื่อคนจะได้ซื้อเยอะ ๆ สินค้าของเราต้องถูกและดีกว่าคู่แข่ง ไม่เคยคิดเอาแต่กำไรอย่างเดียว ทำให้ลูกค้าเพิ่มขึ้น บอกกันปากต่อปาก ให้คำแนะนำที่ดีและถูกต้องกับลูกค้า เขาซื้อไปแล้วจะได้กลับมาอีกและแนะนำเพื่อนๆให้กลับมาซื้อต่อ แม้ตอนนี้เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง แต่ร้านเราขายดีสวนกระแส และยังทำเว็บไซต์ www.aiyaragems.com ให้ข้อมูลวิธีเลือกซื้อเพชรพลอย ดูอย่างไรว่าเป็นเพชรแท้หรือเพชรเทียม ซื้ออย่างไรไม่ให้โดนหลอก เป็นอีกบริการหนึ่งให้กับลูกค้า
ตลอดแปดปีที่ทำธุรกิจ ไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองมีรายได้และทรัพย์สินเท่าไร เพราะไม่เคยทำบัญชีสรุป ถ้าเทียบกับเพื่อนที่ทำร้านเพชรด้วยกัน เราเป็นคนประหยัดเรื่องกินอยู่มาตลอด เพราะคิดเสมอว่าตัวเองจน เป็นหนี้ ต้องอดทน อดออม รีบทำงานหาเงินจนเพื่อนแนะนำให้ทำบัญชีสรุปทรัพย์สินที่มี จะได้รู้ว่าที่ทำมาตัวเองทำรายได้เท่าไร เพิ่งไม่กี่เดือนมานี้เองที่ชีวิตเริ่มมีความสุขขึ้น เมื่อรู้ว่าจากคนที่ไม่มีอะไรเลย เริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ สามารถสร้างธุรกิจเล็กๆจนมีทรัพย์สินที่เกิดจากการค้านับสิบล้านบาท
ถ้าให้มองย้อนกลับไปถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ถือว่าทุกสิ่งเป็นประสบการณ์ที่ดี ถ้าเทียบระหว่างคนที่เกิดมาสบาย กับเราซึ่งผ่านความยากลำบากมาก่อน เชื่อว่าเรามีความอดทนต่อความยากลำบากมากกว่าแน่นอน ไม่ต่างอะไรกับสินค้าที่มีความทนทานและทรงคุณค่า ซึ่งใคร ๆ ก็อยากซื้อหามาครอบครอง
การมองโลกในแง่ดีจึงเป็นเรื่องสำคัญ ต่อให้มีสิ่งเลวร้ายมากระทบ สิ่งเหล่านั้นก็คือความรู้ที่จะพัฒนาตัวเราให้เติบโตต่อไป ขอเพียงรู้จักเลือกสิ่งที่ดีมาปรับใช้